IT NEWS » Blockchain กับพัฒนาการสู่ New Trust Economy

Blockchain กับพัฒนาการสู่ New Trust Economy

12 June 2018
61   0

Blockchain กับพัฒนาการสู่ New Trust Economy 


ในวันที่ Blockchain ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ETDA ได้เปิดเวทีให้เหล่ากูรูมาแลกเปลี่ยนว่าประเทศไทยพร้อมหรือยังกับการรับมือ และร่วมมองไปข้างหน้าว่าเทคโนโลยีนี้จะพัฒนาไปสู่ Trust Economy ได้อย่างไร

 

เวที Open Forum ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เชิญ ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้าน Security จาก บริษัท จีเอเบิล สุวัฒน์ หงษ์วิวัฒน์ Client Technical Architect จาก บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ พุทธิพร หงษ์สุรกุล CEO บริษัท เอ็นเทอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาพูดคุยแชร์ความรู้ในหัวข้อ Blockchain กับพัฒนาการสู่ New Trust Economy

ทำความเข้าใจ Bitcoin กับ Blockchain

ดร.จิรพล กล่าวว่า บิตคอยน์ (Bitcoin) คือเงินตราแบบดิจิทัล (Digital Currency) ชนิดหนึ่งที่สามารถใช้จ่ายบนอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งจะเก็บอยู่บนเทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain) ดังนั้น Blockchain จึงเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin และ Bitcoin เป็นแค่ 1 แอปพลิเคชันของเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งปัจจุบันมีตระกูล Digital Currency ที่เกิดขึ้นมาอีกมากมาย

Blockchain พิเศษตรงที่ Decentralized จากปกติเวลาเราจ่ายเงินให้ใครสักคนจะมีการวิ่งผ่านคนกลาง อาจจะเป็นธนาคาร บัตรเครดิต ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบยืนยันว่าเรามีเงินจริงหรือไม่ แต่ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ก็ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางมาคอยอนุมัติ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ไม่มีคนกลาง สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่ 3 (Third Party)

เทคโนโลยีที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

ดร.ภูมิ กล่าวถึงข้อดีของ Blockchain ที่น่าสนใจที่สุดว่า เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน คนมักจะพูดว่าเทคโนโลยีนี้เป็น Untested Technology หรือ Unproven Technology (ทดสอบไม่ได้หรือพิสูจน์ไม่ได้) แต่จริง ๆ Blockchain นั้นกลับเป็น The Only Proven Technology และ The Tested Technology ในโลกนี้ ซึ่งเป็นระบบที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก คนแฮกไม่ได้ง่าย ๆ เพราะมีการใช้งานมา 8 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครแฮกได้สำเร็จ เป็นความเป็น Singularly ของเทคโนโลยีนี้

“ไม่ได้แปลว่า Blockchain มันแฮกไม่ได้ มันแฮกได้ แต่คนจะแฮกเอาเวลาไปงมเข็มในมหาสมุทรง่ายกว่า เพราะฉะนั้น ผลก็คือ มันคือเทคโนโลยีที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน คนมักจะพูดว่าเทคโนโลยีนี้เป็น Untested Technology หรือเป็น Unproven Technology จริง ๆ แล้ว มันตรงกันข้ามกัน มันเป็น The Only Proven Technology ในโลกนี้ แล้วก็เป็น The Tested Technology ในโลกนี้ Blockchain เป็นระบบที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ถ้าจะแฮกไม่ง่าย Run มา 8 ปี ไม่มีใครแฮกมันได้สำเร็จ”

สุวัฒน์ เสริมว่า อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันที่ครอบอยู่บน Blockchain ก็ต้องเข้าใจลักษณะที่ซับซ้อนของ Blockchain ด้วย แม้ Blockchain จะแฮกไม่ได้ แต่คนทำแอปพลิเคชันก็ต้องดูแลไม่ให้ถูกแฮกด้วย โดย พุทธิพร ให้ความเห็นว่า ต้องดูว่าเวลาทำอะไรบน Blockchain ได้ปล่อยให้มีรูรั่วบนแอปพลิเคชันของตัวเองหรือไม่หากระบบ Security ของแอปพลิเคชันแข็งแกร่ง ก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า Blockchain นั้นมั่นคงปลอดภัยจริง ๆ ดร.ภูมิ ปิดท้ายในเรื่องนี้ว่า ผู้ใช้จึงต้องเข้าใจจริง ๆ ถึงจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Blockchain ได้อย่างเต็มที่ และต้องออกแบบให้ดีเพื่อควบคุมให้ได้ อย่าง Bitcoin ที่หลายคนมองว่าควบคุมไม่ได้ ก็เพราะไม่ได้เป็นคนสร้าง Bitcoin แต่คนที่กำหนดกฎสามารถควบคุมได้เฉียบขาด เพราะฉะนั้นต้องมองให้ถูกมิติ

อีกประเด็นที่เป็นข้อดีของ Blockchain คือโปร่งใส (Transparent) พุทธิพร กล่าวว่า ปกติเรามีข้อมูล บางอย่างที่ต้องเก็บเป็นความลับ แต่เมื่อใช้ Blockchain เรานำข้อมูลนี้บอกคนอื่นไปเลย แล้วให้ทุกคนในชุมชนหรือ Community ของเรา ช่วยกันตรวจสอบว่า ข้อมูลนี้พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง

“อย่างเช่น Bitcoin คือเอากระเป๋าเลขของเราไปบอกคนอื่นทั่วโลก วันที่กระเป๋าของเราโดนแฮกเอาเงินในกระเป๋าของเราไป ทุก ๆ คนทั่วโลกจะรู้ว่า คนคนนี้ไม่มีสิทธิ์ในกระเป๋าเงินของเรา”

Blockchain ไม่ได้ใช้แค่กับ Bitcoin

สุวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ข้อดีของ Blockchain คือสามารถนำไปใช้ในแอปพลิเคชันอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ Bitcoin ในองค์กรเอกชนก็มีการนำไปใช้ในเรื่องอื่น ๆ เช่น การจัดการสัญญา หรือ Contract Management คือมองภาพสัญญาที่ต้องเก็บรักษาว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้นฉบับ และจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นหนึ่งในการนำไปใช้ก็คือนำคุณสมบัติของ Blockchain นำสิ่งที่แก้ไขไม่ได้เข้าไปอยู่ข้างใน ใช้เก็บตัวสัญญาที่เป็นดิจิทัลไว้แล้ว และจะเป็นต้นฉบับตั้งต้น หรือ Original Copy ที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ หรือมีการนำไปทำ Food Testability ดูว่าอาหารต้นตอมาจากไหน การทำเรื่องตรวจสอบอะไหล่เครื่องบิน ซึ่งมีเป็นหมื่น ๆ ชิ้น จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรจะซ่อมบำรุง หรือการติดตามหรือ Track สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เช่น เพชร ว่าได้รับการผลิตจากที่ไหน ส่งไปที่ไหน เจียระไนอย่างไร เป็นการติดตามย้อนหลังไปยังต้นตอด้วยเทคโนโลยี Blockchain

และสำหรับอุตสาหกรรมธนาคาร จะมีสิ่งที่เรียกว่า KYC หรือ Know Your Customer จากเดิมที่ทุกคนไปแต่ละธนาคาร ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ กันในแต่ละธนาคาร แต่ถ้า KYC ของแต่ละธนาคารมาเชื่อมต่อกันเป็น เน็ตเวิร์กบน Blockchain กรอกข้อมูลธนาคารแรกไปแล้ว พอไปธนาคารที่ 2 ก็ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำอีก แค่อนุญาตให้ธนาคารที่ 2 เข้าถึงข้อมูลที่อยู่บน Blockchain ซึ่งถ้าทำได้ ในมุมของธนาคารก็ลดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูล ในมุมของผู้บริโภคก็ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลเยอะแยะทุกธนาคาร และข้อมูลก็ได้รับการอัปเดตตลอดเพราะอยู่บน Blockchain ซึ่งในประเทศสิงคโปร์เริ่มทำตัวนี้ขึ้นมาแล้ว

ดร.จิรพล เสริมว่า แอปพลิเคชันที่เกิดแน่คือ Dapps หรือ Decentralized Applications จากเดิมอย่าง Uber ที่ทุกวันนี้เป็น Centralized คือแท็กซี่ต้องไปลงทะเบียนกับ Uber โดยมีบริการใหม่ที่เป็น Decentralized แล้วสำหรับแท็กซี่ชื่อ LaZooz แม้แต่ Twitter ก็มีแบบ Decentralize ชื่อ Twister นั่นคือไม่ต้องมีคนกลาง เช่น สมมติเรามีบ้านให้คนเช่า เรื่องเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน ไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง เพราะไม่ต้องเสียเงินให้บุคคลที่ 3

 

Blockchain บุกไทย เอกชนตื่นตัว

Blockchain มีทั้งใช้แบบเป็นสาธารณะ (Public) และใช้แบบเป็นส่วนตัว (Private) โดย สุวัฒน์ กล่าวว่า Blockchain ที่เป็น Public เช่น Bitcoin ซึ่งคนทั้งโลกสามารถเข้าถึงได้ กับอีกส่วนที่เป็น Private คือ สามารถเอาเทคโนโลยี Blockchain มาติดตั้งเฉพาะกลุ่มของเรา ข้อดีก็คือควบคุมและบริหารจัดการได้มากขึ้น ในองค์กรหรือธนาคารที่นำ Blockchain มาใช้ ก็มองว่า Private Blockchain เป็นตัวที่เขาควบคุมได้ เช่น การนำมาใช้เรื่อง Contract Management บางธนาคารในประเทศไทยก็นำมาใช้กับหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) ที่คนมาขอเพื่อเอาไปให้หน่วยงานราชการ โดย Blockchain มีความสามารถที่เรียกว่า Smart Contract ซึ่งจะมีการเตือนว่าเอกสารจะหมดอายุ ช่วยแก้ปัญหาที่เราพบกันคือ ไม่รู้ว่าจดหมายนี้หมดอายุการใช้งาน เพราะอยู่บนกระดาษ เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ๆ สำหรับการใช้เทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย


ดร.ภูมิ เสริมว่า Blockchain จะเป็นประโยชน์มากถ้าใช้ร่วมกันข้ามองค์กร แต่ให้ทุกคนระวังเรื่องความเข้าใจในการนำ Blochchain ที่เป็น Public มาทำเป็น Private ในองค์กร เพราะสิ่งที่ได้มาไม่ใช่เรื่อง Security แต่เป็นเรื่องการควบคุม ดังนั้น จะต้องเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยด้วยการมาทำหลังบ้าน เช่น การติดตั้ง Firewall เข้าไปด้วย

ตัว Security ที่ยากเท่ากับงมเข็มในมหาสมุทร จริง ๆ ก็ไม่ยาก ถ้ามหาสมุทรเท่าอ่างใบหนึ่ง เพราะฉะนั้นความยากของ Blockchain จะแปรผันตรงกับปริมานคนหรือ Node ที่ใช้ เวลาเอามาใช้ในองค์กรแล้วมี 3 Node ก็ไม่ Secure เท่าไร แค่ Secure กว่าแอปพลิเคชันธรรมดาที่ Run 1 เครื่องเท่านั้น”

พุทธิพร กล่าวว่า ในไทยก็มีแนวคิดว่าอยากจะนำ Blockchain มาติดตามพระเครื่อง สมมุติว่าพระเครื่องสมเด็จองค์ละสามล้านโดนขโมยไป โดยสามารถไปดูใน Blockchain ว่าคุณมีสิทธิ์ในพระเครื่องนี้จริงหรือไม่ ต้องเป็นนายนี้ที่จะเอาพระเครื่องนี้มา

ผมคิดว่า Blockchain เป็นความสวยงามตรงนี้ คือเอา Use Case อะไรไปจับมันก็ได้ เพราะว่าความเป็น Public ข้อมูลของมัน การที่มันเอาข้อมูลไปกระจายบอกกับหลาย ๆ คน สมมติคุณไปออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง จะเป็น Track & Trace ต่าง ๆ หรืออีกเคสที่น่าสนใจ คือ ทำให้คุณเปลี่ยนสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณได้ วันนี้ถ้าคุณ Copy ไฟล์ส่งให้เพื่อนใน LINE มันจะเกิดไฟล์ขึ้นมา 2 ไฟล์ ในเครื่องคุณและเครื่องเพื่อนคุณ และก็มีที่ LINE อีก 1 อัน ที่นี้ ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าของไฟล์ก็ไม่รู้แล้วเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่พอเป็น Blockchain ถ้า Copy ส่งกัน คุณบอกใน Blockchain ว่าส่งสิทธิ์ไฟล์นี้ให้คนนี้แล้วนะ คนที่จะมาตรวจสอบไฟล์นี้ เขาจะรู้ได้ทันทีว่าไฟล์นี้ใครเป็นเจ้าของ Scenario แบบนี้สามารถไปประยุกต์ใช้กับอะไรก็ได้กับทุกวัตถุที่เป็น Online Digital Assets จึงมีคนเอาเพชรมา Track เอาพระเครื่องมา Track เหมือนคุณส่งไฟล์ให้กัน โดยคนอื่นทั่วโลกรู้ว่าเราส่งไฟล์ให้กัน”

Blockchain มาแล้ว ภาครัฐทำอะไรอยู่?

ดร.ภูมิ กล่าวว่า ตอนนี้มีโครงการที่น่าสนใจของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ที่กำลังทำโครงการนำร่องเพื่อลดค่าใช้จ่ายของกระบวนการเบิกจ่ายประกันสุขภาพ สปสช. จากโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้กระบวนการเร็วขึ้น ทำให้แพทย์และโรงพยาบาลได้เงินคืนจาก สปสช. เร็วขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงการคลัง สรอ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และ ETDA ก็กำลังพยายามทำในเรื่อง KYC เพื่อให้ประชาชน รัฐ และเอกชน สามารถทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยมี Blockchain เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

นอกจากนั้น กรมที่ดิน ก็มีการพิจารณาเพราะเห็นตัวอย่างจากประเทศสวีเดน ประเทศจอร์เจีย หรือแม้แต่เมืองชิคาโก ของสหรัฐฯ โดยจะเริ่มจากการย้ายโฉนดที่ดิน ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็มีการหารือเรื่องการย้ายทะเบียนบริษัทขึ้นไปใน Blockchain เช่นเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ก็มีการพิจารณาในเรื่องนี้

ดร.ภูมิ ยกตัวอย่างกรณีที่ดิน ที่มีแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ฮ่องกง โดย Hong Kong Applied Science and Technology Research Institute (ASTRI) ได้จับมือกับธนาคารต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม Consortium แบ่งปันข้อมูลเรื่องราคาที่ดินกัน เพราะเป็นกลุ่มที่รู้ราคาที่ดินทั่วประเทศอยู่ เนื่องจากคนจะทำสัญญาเช่า จะซื้อ จะสร้างอะไร ต้องไปกู้ธนาคาร

“เพราะธนาคารก็อยากปล่อยกู้ ถ้ามีการเช่าหรือขายที่สูงเกิน ธนาคารก็ไม่สามารถทำข้อตกลงได้ แต่เดิมก็มีปัญหาว่าเป็นข้อมูลของแต่ละธนาคาร ถ้าจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้กับบริษัทหนึ่งที่เป็นคนกลางไปขาย ไปใช้ประโยชน์ ธนาคารก็ไม่ยอม เพราะเป็นของฉัน ต้องได้ประโยชน์ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ASTRI ที่คล้าย สวทช. บ้านเรา ก็จับมือกับธนาคาร ทำระบบขึ้นมาให้ประชาชนใช้ฟรีด้วย Blockchain ทุกธนาคารก็ใส่ข้อมูลเข้าไป ธนาคารก็บอกถ้าไม่มีใครได้ประโยชนจากมัน ทุกคนก็ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากมัน ธนาคารก็ยอม”

ผลจากความร่วมมือนี้ ทำให้ทุกคนมีระบบที่เข้าสามารถเข้าไปดูข้อมูลราคาที่ดินได้ ทำให้เกิดความโปร่งใสของมูลค่าที่ดิน ซึ่งตัวอย่างนี้สามารถนำมาแก้โจทย์ต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ เช่น ราคาสินค้า หรือราคาอะไรก็ตาม โดยที่รัฐช่วยสนับสนุนได้ เพราะการให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งไปรวบรวมข้อมูลและเอาไปขายจะทำให้เกิดการบิดเบือนมูลค่าในตลาดได้ ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึงโฉนดที่ดิน การทำธุรกรรมออนไลน์อื่น ๆ เช่น การจดทะเบียนบริษัท กรรมการผู้ถือหุ้น ฯลฯ โดยนำไปขึ้น Blockchain ก็จะทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นและนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ได้โดยอัตโนมัติ

“ทำให้เราตัดสินได้ง่ายขึ้นว่าคนคนนี้เครดิตดีไหม ตอนนี้จะไปอ้างว่าเราเป็นกรรมการบริษัทโน่นนี่ ลงเงินจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีการปันผลจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ธนาคารจะปล่อยกู้ให้ก็ไม่มั่นใจ แต่ถ้าขึ้นไปอยู่บน Blockchain ปุ๊บ หลักฐานมันชัดเจน ตรวจสอบได้ เป็นอนาคตที่ข้อมูลทุกอย่างของรัฐ ถ้าเอาขึ้นไปอยู่บน Blockchain ได้ ก็สามารถทำให้เกิดกระบวนการ automate เหล่านี้ได้”

อนาคต Blockchain สำหรับประเทศไทย

สิ่งที่ สุวัฒน์ อยากเห็นคือ ภาครัฐกับภาคเอกชนมาร่วมมือกัน เพราะข้อมูลบางส่วนอยู่ที่ภาครัฐ บางส่วนอยู่ที่ภาคเอกชน ถ้า Blockchain Network ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเกิดขึ้นได้ ก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก

“ลองดูข้อมูลของคนไทย จริง ๆ อยู่ที่ไหน ข้อมูลเราอยู่กับภาครัฐ ไม่ได้อยู่ที่ธนาคาร พวกบัตรประชน ลายนิ้วมือ ที่กรมการปกครอง ถ้าเป็น SMEs มาขอกู้ธนาคาร ข้อมูลของ SMEs คนนั้น ๆ ก็อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ จะมีข้อมูลอยู่กับภาครัฐ ซึ่งภาคเอกชนต้องการใช้ ในขณะเดียวกัน อาจจะมีข้อมูลบางส่วนอยู่ที่ภาคเอกชน ซึ่งรัฐสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นถ้า Blockchain Project ที่มันเกิดขึ้นเริ่มข้ามระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ก็จะเกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น”

อีกมุมมองหนึ่งคือ โครงการของรัฐที่อาจจะไม่เกิดขึ้นเพราะมีปัญหาเรื่องเงินลงทุน ติดปัญหาเรื่องการของบประมาณหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ส่วนภาคเอกชนอาจจะมีเงินที่จะมาลงทุน เพราะฉะนั้นการที่จะจับมือกัน จัดตั้งเหมือนเป็น Consortium เงินลงทุนอาจจะมาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ โดยภาครัฐอาจจะสนับสนุนในเรื่องของข้อมูล ก็จะช่วยผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดได้เร็วขึ้น มากกว่าที่ภาครัฐจะลงทุนทำเองทั้งหมด

สำหรับเรื่องนี้ พุทธิพร ปิดท้ายว่า เอกชนหลายแห่งเห็นว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain หรือ Digital Currency ค่อนข้างทำได้ยากในประเทศไทย อาจเพราะมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนในการตีความหลาย ๆ อย่างของกฎหมาย จึงเกิดแนวคิดจะย้ายโครงการที่เห็นว่าดี ไปทำในประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกง ซึ่งชัดเจนในหลาย ๆ อย่างกว่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ไปเลย

ดังนั้น ควรจะมีกฎระเบียบ หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้ชัดเจน เพื่อที่จะทำให้เกิดการลงทุนและประชาชนกล้าลงทุน

อ่านตอนต่อไปว่า คนรุ่นใหม่จะเริ่มต้นกับ Blockchain อย่างไร ศึกษาที่ไหน หรือมีกลุ่ม Community ไหนที่จะช่วยให้เขาเติบโตได้บ้าง คลิกหรือ กด ได้เลย

ต้องการดูคลิปเวทีพูดคุยย้อนหลัง คลิก หรือ กด ได้เลย

หลักสูตรการตลาดออนไลน์คอร์สเรียนการตลาด
 Ebook ปัญหายอดฮิต ธุรกิจ SMEs
Ebook เปิดร้านอาหารอย่างไรไม่ให้เจ๊ง !!














Google+

View My Stats


Social Widgets powered by AB-WebLog.com.