ข่าวไอที » 10 สุดยอดเทรนด์เทคโนโลยี Trend ในปี 2017

10 สุดยอดเทรนด์เทคโนโลยี Trend ในปี 2017

9 January 2017
193   0

ในปัจจุบันสำหรับเรื่องราวของ AI และ Machine Learning ที่คาดการณ์ว่าใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์พวก AR รวมถึงเกิดเทคโนโลยีที่จะเพิ่มบริการ, Things หรือ Application ก่อกำเนิดเป็นระบบฉลาด ภายในปี 2020 นี้

โดย Intelligent Apps : พวกแอพจะฉลาดขึ้นจนสามารถเป็นผู้ช่วยที่จะทำให้การทำงานในแต่ละวันอย่างง่ายดาย และ Intelligent Things : Intelligent Things ที่ว่าจะเกิดกับสามสิ่ง คือ “รถยนต์” “หุ่นยนต์” และ “โดรน” โดยสิ่งเหล่านี้จะเริ่มสื่อสารได้จากเกิมแค่ตั้ง Stand alone และรับคำสังอย่างเดียว

 

Trend No. 1: AI & Advanced Machine Learning

AI and machine learning (ML) จะสามารถเข้าใจ เรียนรู้ ปรับตัว หรือคาดการณ์สถานการณ์ได้และ AI and machine learning (ML)  สามารถเข้าใจได้จากการสร้างระบบที่สามารถทำความเข้าใจ, เรียนรู้, ปรับตัว, คาดการณ์สถานการณ์ได้ และสามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องจักรต่างๆ มีความชาญฉลาดขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมากมายและเทคโนโลยี AI and machine learning (ML) จะทำให้เราสามารถก้าวข้ามการควบคุมระบบด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆที่มนุษย์กำหนดขึ้นมา

  • ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์,
  • รถยนต์ไร้คนขับ,
  • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์,
  • ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Personal Assistant/VPA),
  • ระบบให้คำแนะนำ
  • และระบบอื่นๆ

Trend No. 2: Intelligent Apps

Application ที่สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็น Virtual Personal Assistants (VPAs) ที่ให้คำแนะนำในการทำงานทั่วๆ ไปอย่างเช่นการจัดการ Email, การช่วยอ่านเนื้อหาหรือโต้ตอบการสื่อสารต่างๆ โดยัอตโนมัติ หรือระบบ Virtual Consumer Assistant (VCA) ที่จะมาช่วยให้งานของเซลส์และทีมงานสนับสนุนง่ายขึ้นนั้น ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเราไปเป็นอย่างมากในอนาคต

Trend No. 3: Intelligent Things

พวกแอพจะฉลาดขึ้นจนสามารถเป็นผู้ช่วยที่จะทำให้การทำงานในแต่ละวันอย่างง่ายดาย โดยสิ่งของต่างๆ ที่จะมีความชาญฉลาดเหนือกว่าการทำงานตามคำสั่งที่โปรแกรมเอาไว้ โดยมีการฝัง AI และ ML เพื่อให้สามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างซับซ้อนยิ่งขึ้นและสามารถโต้ตอบกับสิ่งรอบตัวและผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Drone, รถยนต์ไร้คนขับ, เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรืออื่นๆ รวมถึงการเปลี่ยนไปจากการทำงานแบบ Stand-alone ให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ที่อยู่รายรอบได้

Trend No. 4: Virtual & Augmented Reality

สำหรับเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) หรือการสร้างภาพเสมือนจริง รวมถึง Augmented Reality (AR) หรือการสร้างภาพดิจิตอลเข้าไปปรากฏอยู่ในสภาพแวดล้อมของโลกจริงๆ พัฒนาขึ้นอย่างมาก มีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีทั้งสองใกล้ถึง Tipping points ในเชิงของราคาและความสามารถ  โดยVR และ AR จะเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนจะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน และเปลี่ยนวิธีการที่ผู้คนจะใช้งาน Software โดยตลาดของ VR, AR และ Content ที่เกี่ยวข้องนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021 และเทคโนโลยี VR/AR นี้จะถูกผนวกเข้าไปในอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้การนำเสนอข้อมูลไปยังผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถทำได้แบบ Hyperpersonalized พร้อมกับนำเสนอ App และบริการต่างๆ ด้วย โดยการเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์ Mobile, Wearable, IoT และ Sensor ก็จะทำให้ Immersive Application บน VR และ AR ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ว่างภายในห้องนั้นนอกจากจะมีสิ่งต่างๆ และ IoT แล้ว ก็จะยังมีข้อมูลจากโลก Immersive Virtual World แสดงอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน

Trend No. 5: Digital Twin

ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกจะถูกจำลองให้เป็นฝาแฝดแบบดิจิตอลซึ่งจะมีประโยชน์ในการวิเคราะห์การตอบสนองของสิ่งนั้นๆ ในสถานการณ์จำลอง โดย Digital Twin หรือการบันทึกข้อมูลของสิ่งของในโลกจริงในรูปแบบ Digital ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก Sensor เพื่อวัดสถานะปัจจุบัน, ความเปลี่ยนแปลง และอื่นๆ ในรูปแบบของ Metadata, Condition/State, Event และ Analytics นั้นจะเริ่มกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยภายใน 3-5 ปี สิ่งของต่างๆ หลายร้อยล้านชิ้นทั่วโลกจะถูกจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Digital Twin และองค์กรต่างๆ ก็จะใช้ข้อมูล Digital Twin นี้ในการซ่อมบำรุงสิ่งของต่างๆ ล่วงหน้าและวางแผนจัดการกับอุปกรณ์เหล่านั้นได้ การทำนายว่าอุปกรณ์ใดจะเสียล่วงหน้าหรือการปรับปรุงกระบวนการการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นก็จะเกิดขึ้นจากข้อมูลเหล่านี้

Trend No. 6: Blockchain


Blockchain และ Distributed Ledgers นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมได้ โดยถึงแม้ปัจจุบันสองเทคโนโลยีนี้มักจะถูกพูดถึงในการนำไปใช้สำหรับเทคโนโลยีทางด้านการเงินเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว Blockchain และ Distributed Ledgers นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเพลง, การตรวจสอบยืนยันตัวตน หรือแม้แต่ Supply Chain ก็ตาม โดยเครื่องมือช่วยเหลือการทำธุรกรรมแบบดิจิตอลที่จะสะดวกมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น โดยเจ้าตัวนี้พวกเหล่า FinTech บ้านเราก็มีการพูดถึงมากในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยปีหน้าคงจะชัดเจน และมีการ implement อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากเหล่าสถาบันการเงิน หรือ FinTech ต่างๆ และ สำหรับ Mesh : คือการเชื่อมต่อแบบมีพลวัตของทั้งคน กระบวนการ, things ภายใต้สภาวะแวดล้อมแบบ “intelligent digital ecosystems” โดย Mesh จะพัฒนาการทั้งพื้นฐาน User-experience รวมถึงเทคโนโลยีและ infra สนับสนุนพื้นฐานต่างๆ

Trend No. 7: Conversational Systems

ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังถูกมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบ Chatbot และอุปกรณ์ที่ใช้งานไมโครโฟนได้เป็นหลัก แต่ในอนาคตนั้น แนวคิดของ Digital Mesh จะเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ที่มนุษย์เราเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมากขึ้นเหนือไปจากแค่ PC, Notebook และ Mobile Device กลายไปเป็นทุกๆ อุปกรณ์ที่มนุษย์เราสามารถสื่อสารด้วยได้ รวมไปถึงอุปกรณ์เหล่านี้เองก็จะต้องสื่อสารระหว่างกันได้ด้วย กลายเป็นโลกของ Digital Experience ที่ทุกสิ่งทุกอย่างสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา

Trend No. 8: Mesh App and Service Architecture

ระบบสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Mesh App and Service Architecture (MASA) ที่จะให้การรองรับผู้ใช้งานหลายคน ทำงานได้หลายบทบาท ผ่านเครือข่ายหลายเครือข่ายและสำหรับ MASA นี้คือการที่ Mobile App, Web App, Desktop App และ IoT App เชื่อมต่อไปยังบริการ Back-end จำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งที่ผู้ใช้งานอย่างเรามองเห็นว่าเป็น Application ใดๆ โดยสถาปัตยกรรม MASA นี้จะทำการนำเสนอบริการใดๆ ให้อยู่ในรูปของ API เพื่อเชื่อมต่อไปยังบริการอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มขยายได้ง่าย ซึ่งผู้ใช้งานนั้นจะสามารถนำอุปกรณ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Desktop, Smartphone, รถยนต์ไร้คนขับเข้ามาเชื่อมต่อกับบริการในสถาปัตยกรรม MASA ได้อย่างอิสระ และเข้าถึงข้อมูลหรือบริการต่างๆ ได้อยู่ตลอดเวลาแม้จะเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้งานไปตามอิริยาบถใดๆ ก็ตาม

Trend No. 9: Digital Technology Platforms

Digital Technology Platform จะเป็นฐานแบบ Building Block ที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ได้ โดยในการเปลี่ยนธุรกิจให้กลายเป็น Digital Business นี้จะมีจุดที่ต้องมุ่งเน้นด้วยกัน 5 ประเด็น ได้แก่ Information Systems, Customer Experience, Anallytics and Intelligence, IoT และ Business Ecosystems ซึ่งแต่ละองค์กรอาจจะมุ่งเน้นในประเด็นเดียวหรือหลายประเด็นที่แตกต่างกัน และอาจใช้ Digital Technology Platform ที่แตกต่างกันไปก็ได้ โดยแต่ละบริษัทล้วนมีแพลตฟอร์มดิจิตอลมากมาย ทุกๆ บริษัทเริ่มคิดแบบ Platform มากขึ้น ที่นี้ก็ต้องวางแผนว่าจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตอลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

Trend No. 10: Adaptive Security Architecture

ด้านสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยที่ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับเทคโนโลยี Mesh ที่กล่าวมา โดยเทคโนโลยีใหม่ข้างต้นทั้งหมดนั้นจะทำให้การรักษาความปลอดภัยมีความซับซ้อนขึ้นไปอีกเป็นอย่างมาก โดยการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้กับเหล่าอุปกรณ์ IoT นั้นควรจะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรบรรลุให้ได้ และการติดตามผู้ใช้งานและพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ดี IoT เองนั้นก็เป็นปัญหาแก่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่เปิดกว้างค่อนข้างมากและยังต้องการวิธีการในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่แตกต่างกันออกไป

สามารถอ่านราละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com/







Google+

View My Stats


Social Widgets powered by AB-WebLog.com.