ฟินเทค » อนาคตของ FinTech ในมุมมองของ ETDA

อนาคตของ FinTech ในมุมมองของ ETDA

13 June 2018
30   0

อนาคตของ FinTech ในมุมมองของ ETDA


มองไปข้างหน้าในทางเดียวกัน ปลดปล่อยกฎเกณฑ์ เสริมองค์ความรู้สู่ประชาชน“เทคโนโลยีเช่น FinTech เข้ามามีบทบาทกับพวกเราทุกคน ETDA ประชุมกันเยอะมากกับพวก Stakeholders ไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชน โดยเฉพาะกับเอกชนรายเล็กรายน้อย เพราะคุยแล้วไม่เหมือนรัฐ แสดงว่า คนรุ่นใหม่ที่เอาเทคโนโลยีมาใช้และโปรเทคโนโลยี ต้องการอะไรที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องคุยเรื่องกฎระเบียบมากได้ไหม” สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกริ่นนำบนเวที Bangkok FinTech Fair 2018 หัวข้อ Enhancing FinTech Ecosystem & Financial Infrastructure: Paving the Way for the Future of Digital Finance เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561

 

คนไทยกำลังใช้ FinTech แบบไม่รู้ตัว

สุรางคณา กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจเรื่องต่อมาคือ จากการที่ ETDA นั้นเป็นหน่วยงานโปรโมตอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจากการลงไปสำรวจทุกปี ก็พบว่า คนไทยกำลังใช้เทคโนโลยีแบบไม่รู้ตัว และใช้ FinTech แบบไม่รู้ตัวด้วย ถ้าหากพูดถึงเรื่อง FinTech กับคนทั่วไป คนจะรู้สึกว่าไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเขาใช้อยู่

เหมือนกับการสำรวจเรื่องจำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ต ของสำรวจของไทยอยู่ที่ 40% กว่า แล้วกระโดดมาที่ 60% กว่า แต่ผลของ ITU ล่าสุดพบว่า สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ต Internet Penetration ของประเทศไทยอยู่ที่ 82.4% ของประชากรทั้งหมดแล้ว คือ กระโดดขึ้นมาจาก 10 กว่าปีที่แล้วถึง 2,000 % กว่า ซึ่งเราอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลกแล้ว

ทำไมผลการสำรวจถึงไม่เหมือนกันเพราะคนไทยส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้อินเทอร์เน็ต เช่น เราเล่น LINE เวลาใครมาสำรวจ เราจะไม่รู้ว่ากำลังใช้อินเทอร์เน็ต

“เช่นเดียวกับเรากำลังใช้ QR Code จ่ายเงิน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ FinTech” คนไม่รู้สึกว่ากำลังใช้เทคโนโลยี เพราะสิ่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เหมือนกับการใช้ ATM ที่ตอนนี้เราไม่รู้สึกกลัวการใช้อีกต่อไป

ถ้ามองไม่เห็นภาพ holistic ก็ต้อง disrupt ทั้งองค์กร

นอกจากการผลักดันร่วมกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไปข้างหน้าได้อย่างไร ETDA ก็มีทีมที่คอยคิดเรื่องแก้ปัญหาคู่ขนานไปด้วย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไปข้างหน้าได้ลำบาก

ที่สำคัญคนในองค์กรเองต้องมองภาพข้างหน้าแบบ holistic หรือแบบองค์รวมไปด้วยกัน เช่น ในองค์กรที่มีคน IT เก่ง ๆ เข้ามาทำงานอยู่ 10% ก็ต้องทำให้เห็นภาพที่ตรงกันกับในทีมอีก 90% คือการมองภาพแบบ holistic ว่าเรื่องที่จะพัฒนาจะไปต่อไปอย่างไร

“เราจะไป manage ให้ impact ได้อย่างไร จะไปบริการจัดการคน ฝ่ายที่เขารู้สึก concern มาก ๆ เช่น ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่าย business development ฝ่ายมาร์เก็ตติง จะคุยกันอย่างไร”

สุรางคณา เสริมว่า ถ้ามองไม่เห็นภาพ holistic ไปด้วยกัน แม้เราซื้อตัวคนเก่งมา จะอย่างไรก็ไปไม่ได้ เพราะเหมือนมองไม่เห็นภาพเดียวกัน การปรับทัศนคติ การปรับ mindset ไม่ไปด้วยกัน แปลว่าต้อง disrupt ทั้งองค์กร เหมือนเราได้บริษัทพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ แล้วเราทำต่อไม่เป็น คือจบเหมือนกัน


Framework สำหรับอนาคต

สุรางคณา กล่าวว่า เฟรมเวิร์กในรูปแบบที่ ETDA ค่อนข้างเชื่อมั่น นอกจาก Regulatory Sandbox (ศูนย์ทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการการเงิน) คือเรื่อง self-regulate ที่อุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนด้วยตัวของตัวเองและมาตรฐานที่มีการตกผลึก ซึ่งกลไกของรัฐอาจจะตามไม่ทัน และเนื่องจากไม่มีพรมแดนและไม่มีอาณาเขตแล้ว การผ่าตัด business model ของสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรัฐที่ต้องเข้าใจ เพราะถ้ารัฐไม่เข้าใจ architecture ในทาง business model ก็จะเดินหน้าไปยากมาก

“เนื่องจากเราจะไม่เข้าใจว่ามีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร เขาบริหารจัดการอย่างไร เขาจะคิด ROI อย่างไร จะมีเมื่อไร เป็นต้น มันจบเลย”

นอกจากนั้น ปัจจุบัน เวลาเรานึกถึงกฎระเบียบก็จะยึดว่าต้องควบคุมไว้ก่อน แต่เอาเข้าจริง ๆ พอปลดปล่อยกลับได้มากกว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องทำ

 

ต้องส่งเสริมให้ปรับตัวและเปิดใจ

สุรางคณา กล่าวว่า วันนี้ เรายังคุยอยู่แค่ในวงที่คุ้นชินคือ ภาคการเงินการธนาคาร payment หรือ FinTech แต่ยังขาดจุดเชื่อมไปยัง SMEs โดยตรง ประชาชนซึ่ง FinTech ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัว ยังขาดความเข้าใจและขาดการให้ความรู้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว  

ขณะที่ทางฝั่งอีคอมเมิร์ซก็โปรโมตไป มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ก็มีการใช้ตาม ๆ กันไป โดยที่ยังขาดความเข้าใจ เพราะฉะนั้น พอถึงจุดจุดหนึ่งก็ขาดความเชื่อมั่นระหว่างกันเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บรรดาหน่วยงานกำกับดูแล (regulator) เข้ามาคุยกันมากขึ้น แต่สิ่งที่จะพัฒนาไปมากกว่านั้น ถ้าเรายังไม่ปรับตัวและไม่เปิดใจพูดคุยกันมาก ๆ โดยยังคิดว่าการใช้กฎระเบียบที่เคร่งครัดจะช่วย เป็นการเดินไปผิดทางหรือเปล่า

เช่นเดียวกันกับการที่คนไทยยังขาดการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อมูลบนโลกออนไลน์ ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของ ETDA ที่พบว่ากลุ่มวัย Baby Boomer (อายุ 53-71 ปี) ที่หลงเชื่อข้อมูลบนออนไลน์มากที่สุด ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่ทุกคนเป็นห่วง กลับพบว่ามีความรู้เข้าใจมากกว่า

เช่นเดียวกับ SMEs ที่เมื่อขาดการให้องค์ความรู้ ก็เหมือนคุยกันไม่เข้าใจ ถึงจุดหนึ่งก็ขาดความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมให้ปรับตัวและเปิดใจ

หลักสูตรการตลาดออนไลน์คอร์สเรียนการตลาด
 Ebook ปัญหายอดฮิต ธุรกิจ SMEs
Ebook เปิดร้านอาหารอย่างไรไม่ให้เจ๊ง !!














Google+

View My Stats


Social Widgets powered by AB-WebLog.com.