Friday, 20 September 2019

SAP เปิดตัว SAP Leonardo เพิ่ม IoT Solution ใหม่ ดึงประโยชน์สูงสุดจาก Big Data Analytics

SAP เปิดตัว SAP Leonardo เพิ่ม IoT Solution ใหม่ ดึงประโยชน์สูงสุดจาก Big Data Analytics โดย SAP ประกาศความตั้งใจในการใช้ประโยชน์จาก ดิจิตอลคอร์ (digital core) เทคโนโลยีแห่งอนาคต และความเชี่ยวชาญด้าน ERP ขององค์กร เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นธุรกิจดิจิตอลที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้และฉลาดขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทในการขับเคลื่อนแผนงานด้านนวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลและการใช้งานคลาวด์ผ่านโซลูชั่นต่างๆ ของเอสเอพี

นายเคลาส์ แอนเดอร์เซ่น ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ ของ เอสเอพี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ในขณะที่ภาครัฐบาลและเอกชนในภูมิภาคอาเซียนกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนโดยระบบดิจิตอลตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน ปี 2563 (ASEAN ICT Masterplan 2020 – AIM 2020) เรามองเห็นโอกาสมากมายสำหรับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล (Data) ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจดิจิตอลเอ็นเตอร์ไพรซ์ในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลปัจจุบัน เอสเอพีช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ สู่การมอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจให้กับลูกค้า พนักงาน และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ”

AIM 2020 คือแผนแม่บทที่ถูกสร้างขึ้นและได้รับการอนุมัติโดยกลุ่มรัฐมนตรีด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศจากประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 ในที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ASEAN Telecommunications and IT Ministers Meeting) ครั้งที่ 15 ณ ประเทศเวียดนาม โดยแผนดังกล่าว นำเสนอคู่มือสำหรับหน่วยงานภาครัฐบาลและธุรกิจต่างๆในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิตอล ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 5 ปี ระหว่างปี 2559 – 2563

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่แนวคิด Thailand 4.0 โดยหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดคือ การเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเป็น “ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นเครื่องมือ สิ่งนี้สามารถก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ มากมายสำหรับธุรกิจต่างๆ ในการปลดล็อคศักยภาพของตนเอง ผ่านการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลสำรวจจากไอดีซี พบว่า องค์กรที่สามารถใช้ประโยชน์และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปดำเนินการต่อได้ จะส่งผลให้องค์กรเหล่านั้นสามารถเพิ่มรายได้จากการผลิตได้มากขึ้นถึง 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านล้านบาท (ทั่วโลก)ภายในปี 2563 นายชวี คาน ฉัว ผู้อำนวยการแผน Global Research, BDA and Cognitive/AI กล่าวว่า “ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีการดำเนินงานแบบดิจิตอลและทำงานเชื่อมต่อกันมากขึ้น จำนวนและรายละเอียดของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นในธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรซ์ รวมถึงสื่อมัลติมีเดีย โซเชียลมีเดีย และอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) จะส่งผลให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาลในอนาคตอันใกล้ ทั้งภาครัฐบาลและธุรกิจจึงต้องมีความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีและเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการพัฒนาและจำนวนลูกค้าที่มีมากขึ้น”

นิยามการเป็นผู้นำด้านดิจิตอล

ผลการศึกษาล่าสุดจากเอสเอพี สนับสนุนโดย Oxford Economics ที่ชื่อ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลในกลุ่มผู้บริหารทั่วโลกของเอสเอพี: 4 วิธีสำหรับผู้นำองค์กรในการสร้างความแตกต่าง (4 Ways Leaders Set Themselves Apart) จากการทำสำรวจกับผู้บริหารระดับสูงจาก 17 ประเทศในหลากหลายภูมิภาครวมไปถึงผู้นำองค์กร 195 รายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า 84% ขององค์กรทั่วโลกมองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของธุรกิจในอีกห้าปีข้างหน้า แต่มีองค์กรเพียง 3% เท่านั้น ที่เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจดิจิตอลเรียบร้อยแล้ว โดยผลการศึกษาดังกล่าว ได้ถูกเผยแพร่ที่งาน SAP Asian Innovators Summit (AIS) ในวันที่ 8 สิงหาคม ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยผลการศึกษาได้ระบุถึงความท้าทาย โอกาส คุณค่า และเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย หลายองค์กรมีการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีจะสูงขึ้น 7% ในปีนี้เนื่องมาจากความต้องการของดีไวซ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ไอดีซี ประเทศไทยยังคาดการณ์ว่าตัวเลขการลงทุนดังกล่าวจะแตะที่ 5 แสนล้านบาทภายในปี 2563 และเกือบ 30% ของธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรซ์ชั้นนำ 500 รายในประเทศไทย จะพึ่งพาธุรกิจของตนบนความสามารถในการขยายผลิตภัณฑ์ การให้บริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคด้วยระบบดิจิตอลมากยิ่งขึ้น

นายลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า “เทคโนโลยีได้กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนวิธีการทำงานของธุรกิจต่างๆ ในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลทุกวันนี้ และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำองค์กรต่างๆ จะต้องมีความเข้าใจ และสามารถปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ได้ ก่อนที่จะถูกคู่แข่งนำหน้า ซึ่งการพัฒนาความสามารถด้านดิจิตอลโดยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กร จะช่วยให้ธุรกิจในประเทศไทยกลายเป็นผู้นำดิจิตอลที่แท้จริงได้”

ยกระดับลูกค้าสู่เส้นทางการเป็นองค์กรดิจิตอล

เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากขุมพลังของข้อมูลและยกระดับการเป็นองค์กรดิจิตอลเอ็นเตอร์ไพรซ์ได้อย่างสมบูรณ์ ล่าสุดเอสเอพีได้เปิดตัวชุดโซลูชั่นไอโอทีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SAP Leonardo ชุดโซลูชั่นนวัตกรรมดิจิตอล (Digital Innovation System) โดยโซลูชั่นไอโอทีนี้จะใช้ความสามารถที่ก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่าง บิ๊กดาต้า และอนาลิติกส์, ความสามารถในการเชื่อมต่อผู้คน สิ่งของ และธุรกิจเข้าด้วยกันผ่าน SAP Cloud Platform และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น machine learning เพื่อสนับสนุนให้แนวคิดด้านไอโอที และอุตสาหกรรม 4.0 ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงทั้งในธุรกิจโลจิสติกส์, การผลิต และการบริหารจัดการทรัพย์สินในองค์กร

โดยชุดโซลูชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย:

  • SAP Leonardo IoT Bridge ศูนย์สั่งการดิจิตอลที่สามารถกำหนดค่าในการทำงานได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการสามารถมองเห็นการปฏิบัติงานและสามารถตอบสนองได้ทันทีแบบเรียลไทม์
  • SAP Global Track and Trace โซลูชั่นคลาวด์ที่ช่วยจัดการเครือข่ายธุรกิจซัพพลายเชนได้แบบองค์รวม ตั้งแต่การติดตามผลตั้งแต่ต้นจนจบไปจนถึงการมอนิเตอร์และรายงานผลการทำงานของสิ่งของและขั้นตอนการดำเนินงานของธุรกิจโดยรวม
  • SAP Leonardo IoT Edge ซอฟต์แวร์ที่มอบความสามารถในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และความสามารถในการทำ business semantics บนคลาวด์ ให้กับดีไวซ์อัจฉริยะต่างๆ ที่อยู่นอกดาต้า เซ็นเตอร์ โดยทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ในลักษณะใกล้เรียลไทม์
  • SAP Digital Manufacturing Insights โซลูชั่นการบริหารจัดการประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการผลิตบนคลาวด์แบบรวมศูนย์ ช่วยมอบการมองเห็นกระบวนการทำงานด้านการผลิตแบบครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • SAP Asset Manager โมบายแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์ สำหรับการบริหารจัดการสภาพทรัพย์สิน (asset health), สินค้าคงคลัง (inventory), การบำรุงรักษา (maintenance) และความปอดภัย (safety)

ก้าวสู่การเป็นธุรกิจโลจิสติกส์แบบดิจิตอล ด้วย SAP Leonardo ที่มอบทั้งการมองเห็น, ข้อมูลเชิงลึก, และผลกระทบต่อการทำธุรกิจ

SAP Leonardo IoT Bridge คือศูนย์ปฏิบัติการแบบไลฟ์ ซึ่งทำหน้าที่ควบรวมและเชื่อมต่อข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ไอโอทีเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจและข้อมูลในลักษณะที่มีและไม่มีโครงสร้าง นอกจากนี้ยังมี SAP Global Track and Trace ซึ่งคือโมเดลที่ช่วยติดตามการดำเนินธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างบิ๊ก ดาต้า เพื่อรองรับข้อมูลและการรับส่งข้อมูลในปริมาณสูง โดยจะแบ่งปันข้อมูลระหว่างพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจต่างๆ ในเครือข่ายการจัดหา (supply)

ทั้งสองโซลูชั่นดังกล่าว เมื่อทำงานร่วมกัน จะช่วยให้จำลองสถานการณ์การทำงานภายในส่วนต่างๆ ขององค์กรได้ เช่น แผนกโลจิสติกส์ขาออก  (outbound logistics) ด้วยการใช้ข้อมูลการส่งมอบสินค้า การขนส่งสินค้า หมายเลขการส่งมอบสินค้า และหมายเลขยานพาหนะที่ได้จาก SAP Global Track and Trace รวมเข้ากับข้อมูลที่ได้จากซอฟต์แวร์ SAP Connected Goods เช่น ข้อมูลจากเซ็นเซอร์บนแท่นวางสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์, ข้อมูลที่อยู่ในการจัดส่งที่ได้จากแอพพลิเคชั่น SAP Vehicle Insights, และข้อมูลออเดอร์สั่งซื้อที่ได้จากซอฟต์แวร์ SAP S/4HANA® ที่อยู่ในระบบคอร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ขององค์กร SAP Leonardo IoT Bridge จะสามารถมอบการมองเห็นการดำเนินการธุรกิจแบบทั้งข้ามกระบวนการ และข้ามระบบ ในทุกภาคส่วนขององค์กรเอ็นเตอร์ไพรซ์ ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์สั่งการและผู้นำภาคปฏิบัติการสามารถระบุได้ทันที เมื่อต้องการทราบว่า ขณะนั้นสินค้าที่ถูกจัดส่งอยู่ที่ไหนแล้ว หรือมีสินค้าอะไรบ้างที่อยู่ในการจัดส่งครั้งนั้นๆ รวมไปถึงสามารถระบุได้ว่า เงื่อนไขในการจัดส่งและประสิทธิภาพในการจัดส่งของพาหนะนั้นๆ เป็นอย่างไร

เอสเอพี ได้ร่วมสร้างนวัตกรรมด้านดิจิตอล โลจิสติกส์ กับบริษัทชั้นนำมากมายทั่วโลก รวมถึง The Bosch Group บริษัทผู้จัดหาเทคโนโลยีและการให้บริการระดับโลก ซึ่งมีพนักงานกว่า 390,000 รายทั่วโลก โดย Bosch และเอสเอพี ได้ร่วมกันสร้างโครงการสำหรับการติดตามการส่งมอบสินค้า ด้วยการทำงานแบบ cloud-to-cloud บนแพลตฟอร์มที่มีขื่อว่า Bosch IoT Cloud

อุตสาหกรรมการผลิตแบบดิจิตอล, อุตสาหกรรม 4.0 จากการประมวลผลอันชาญฉลาดที่ส่วน Edge

SAP Leonardo IoT Edge ใช้โครงสร้างคอนเทนเนอร์จาก SAP Cloud Platform IoT services เพื่อมอบการทำงานที่ไหลลื่นร่วมกับการใช้งานโซลูชั่นสำหรับสายธุรกิจอื่นๆ เช่น SAP Digital Manufacturing Insights ซึ่งเป็นโซลูชั่นคลาวด์ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์ข้อมูลหลายชั้น เพื่อการมองเห็นอุตสาหกรรมการผลิตได้ในหลายๆ ขั้นตอน ทั้งยังช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อกับฝ่ายผลิตที่ไหลลื่นและปลอดภัย สิ่งนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่มีความสำคัญสูงสามารถซ้อนทับกับข้อมูลด้านอื่นๆของธุรกิจ เพื่อก่อให้เกิดการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกัน โซลูชั่นด้านอุตสาหกรรมการผลิต และไอโอที จากเอสเอพี จะช่วยให้เกิดการบริหารจัดการด้านการปฏิบัติการที่เชื่อมต่อกัน และเกิดการวางกลยุทธ์อุตสาหกรรม 4.0 ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยไอโอที

จากความร่วมมือกับ Apple ของเอสเอพี ส่งผลให้ SAP Asset Manager ช่วยให้บุคลากรผู้มีทักษะจำนวนมาก สามารถระบุขั้นตอนการบริหารจัดการสินทรัพย์หลัก ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นระดับองค์กรเอ็นเตอร์ไพรซ์ดังกล่าว ยังใช้งานได้ง่าย และสามารถใช้งานได้ผ่าน SAP Fiori® บนระบบ iOS

เอสเอพีมีจุดมุ่งหมายในการเชื่อมต่อกับโซลูชั่นดิจิตอลต่างๆ และต่อยอดความสามารถด้านไอโอทีของ SAP Leonardo เช่น SAP Asset Intelligence Network และ SAP Predictive Maintenance and Service เพื่อขยายขีดความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านดีไวซ์ต่างๆ พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบนิเวศของไอโอที และเครือข่ายนักพัฒนาต่างๆ






Google+

View My Stats