Tuesday, 2 June 2020

2020 สิ่งที่ผู้นำองค์กรควรเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล

12 Jan 2020
200

2020 สิ่งที่ผู้นำองค์กรควรเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล  Digital Transformation  โดยเมื่อพูดถึงเรื่อง Digital Transformation ในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล

โดยทาง The Enterprisers Project ได้เสนอ 8 เทรนด์ที่องค์กรควรเตรียมพร้อม ดังนี้

1. “โมเดลการปฏิบัติงานด้วยดิจิทัล ขึ้นมา “ยืนหนึ่ง”

CIO (Chief Information Office) หรือผู้บริหารด้านไอทีระดับสูง จำเป็นต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และสร้างสรรค์โครงสร้างหลักด้านดิจิทัลและความสามารถที่จะเป็นรากฐานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารที่ยับยั้งหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อบอร์ดและส่งผลกระทบต่อองค์กรในระยะยาว

2. “Data” มากขึ้น “ปัญหา” ก็มากตาม

ในยุคที่มีทั้งข้อมูลจากมือถือ ข้อมูลจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ข้อมูลเสียง (Voice Data) ฯลฯ การที่ข้อมูลทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยฟอร์แมตที่หลากหลาย ทำให้ยากในการผสานและสังเคราะห์ให้เกิดขึ้นเป็นอะไรที่มีค่า อย่างไรก็ตาม ปี 2020 ถึงเวลาแล้วที่องค์กรจะต้องลงทุนในการสร้างกลไกและมีเครื่องมือในการจัดการข้อมูลเหล่านี้ เพราะมันคือความจำเป็นในการอยู่รอด อีกทั้งยังมีกฎหมายใหม่ ๆ อย่าง GDPR ในยุโรป (ในไทย ก็กำลังจะใช้ PDPA อย่างเต็มรูปแบบ ช่วงกลางปีนี้) ซึ่งหากไม่มีการวางแผนและจัดการแล้วข้อมูลรั่วขึ้นมา ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหามากมายตามมา ขณะเดียวกัน การเก็บรักษาข้อมูลมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเช่นกัน

3. อะไร ๆ ก็ต้องใช้ “AI”

แม้ข้อมูลอาจจะนำไปสู่การพิพาท แต่การจะนำข้อมูลที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากแมชีน ซึ่ง AI คือกุญแจสำคัญในการสร้างมาตรฐานตลาด Digital Transformation และทำให้การใช้คำว่า “ดิจิทัล” กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ AI ต้องเข้าไปแทรกซึมทุกฟังก์ชันงาน ตั้งแต่ฝ่ายขายและการตลาด ไปถึง HR และการเงิน การใช้แมชีนเลิร์นนิงและ AI จะทำให้เกิดกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติและลดปัญหาการกำกับดูแลข้อมูล จากการรวมและกลั่นกรองข้อมูลตลอดเส้นทาง และได้ข้อมูลที่พร้อมใช้ในการวิเคราะห์

4. การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ “เขย่า” บริการไอที

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition: M&A) ในอุตสาหกรรมบริการด้านไอที (IT Outsourcing Industry) จะกระตุ้นให้ผู้ให้บริการไอทีแบบดั้งเดิมต้องมีตัวช่วยด้านการตลาดดิจิทัลและวิศวกรรมเพื่อให้เกิดศักยภาพใหม่ ๆ ในการบริการลูกค้า ซึ่ง 3 ใน 4 ของการเข้าซื้อกิจการบริษัทเทค 2,200 รายเมื่อปีที่ผ่านมา คือ บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้บริการโซลูชันด้านดิจิทัล บริษัทด้านวิศวกรรม หรือเอเยนซีด้านดิจิทัล ซึ่งก้าวย่างเหล่านี้ จะปรับเปลี่ยนภาพการทำงานระหว่าง CIO กับผู้ให้บริการที่มารับงาน และจะส่งผลอย่างรุนแรงต่อบรรดา CIO เพราะพวกเขาถูกท้าทายให้ตระหนักถีงการทำงานอย่างสอดประสานกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือ การประสานความสามารถด้านดิจิทัลไปสู่สายการผลิต

5. “พันธมิตร” ด้าน Digital Transformation ผุดขึ้น

ไม่มีเวนเดอร์ที่ทำได้ทุกเรื่อง แม้ว่าเขาจะโชว์เหนือว่าเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร ทำให้เกิดพันธมิตรในการให้บริการขึ้น โดยเราจะพบว่า เวนเดอร์จะผนึกทีมกันในเรื่องการตลาดและการพัฒนาที่มีแบรนด์เฉพาะ ภายในสตูดิโอออกแบบหรือศูนย์นวัตกรรมของพวกเขา ที่ปรึกษาบางรายจะเป็นพันธมิตรที่โชว์จุดแข็งแต่ละด้านของพวกเขาและให้บริการที่เป็นความเชี่ยวชาญในเชิงลึก

6. การนำ “Public Cloud” มาใช้ ขยายและขยาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โฟกัสในการย้ายไปสู่ “คลาวด์” มีทั้ง IaaS, PaaS และ SaaS เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องการยกระดับประสิทธิภาพ สเกล และความยืดหยุ่นของบริการคลาวด์ เพื่อให้การใช้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดเวลา โดยปี 2020 นี้ การโฟกัสจะขับเคลื่อนไปสู่เรื่องการทำให้เกิดนวัตกรรมมากขึ้น เพราะผู้ให้บริการคลาวด์ได้สร้างระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและความสามารถในการวิเคราะห์, AI และแมชีนเลิร์นนิง, รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า เพื่อเร่งให้องค์กรได้นำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยผู้บริหารด้านไอทีขององค์กร ต้องเห็นความสามารถของ “Public Cloud” เพื่อเร่งสร้างมูลค่า มากกว่าจะทุ่มทั้งเวลาและเงินกับระบบภายในองค์กร

7. “การวัดผล” แบบใหม่เกิดขึ้น

Digital Transformation จำนวนมาก ต้องล้มเหลว เพราะไม่มีบูรณาการระหว่างกลยุทธ์ทางธุรกิจและเทคโนโลยีตั้งแต่เริ่มต้น CIO ขององค์กร จึงต้องรู้ ว่าจะวัดความก้าวหน้าในการทำงานของพวกเขากับ AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัลอย่างไร รวมทั้งเข้าใจวิธีการสื่อสารมูลค่าที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตั้งแต่ 2020 นี้ จะมีการพัฒนาเกณฑ์การประเมินที่เป็นระบบมากขึ้นสำหรับโครงการด้านดิจิทัลต่าง ๆ โดยมุ่งไปที่การวัดที่ได้ผลใน 3 กุญแจหลักคือ Velocity (ความเร็วของกระบวนการและความเร็วในการทำงานสำเร็จ) Intelligence (ความสามารถในการวิเคราะห์อัตโนมัติและพัฒนาประสิทธิภาพในการตัดสินใจ) Experience (ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนให้เกิดผลทั้งทางพฤติกรรมและเศรษฐกิจที่เหมาะสม)

8. ไอทีต้อง “มองยาว”

น่าเสียดายที่ในอดีตโครงการดิจิทัลต่าง ๆ มองกันแต่ความต้องการ ณ ขณะนั้น แต่วันนี้ เราคงต้องทบทวนไปถึงจุดเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่า โปรเจ็กต์ใหม่ ๆ มันได้ส่งมอบคุณค่าสูงสุดเต็มแม็กซ์หรือยัง ผู้นำด้านไอทีขององค์กร ต้องเข้าใจเรื่อง ‘Insight-first” Innovation คือนวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เป็นความต้องการเร่งด่วนเท่านั้น แต่มองไกลถึงการเพิ่มศักยภาพของข้อมูลองค์กรในระยะยาวด้วย

ที่มา https://ente





Google+

View My Stats