Wednesday, 13 November 2019

เบสเซอร์ ผู้ผลิตจอดิสเพลย์ อินเตอร์แอคทีฟ อัจฉริยะ ชั้นนำขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย พร้อมตั้งฐานรุกตลาดอาเซียน

เบสเซอร์ ผู้ผลิตจอดิสเพลย์ อินเตอร์แอคทีฟ อัจฉริยะ ชั้นนำขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย พร้อมตั้งฐานรุกตลาดอาเซียน

เปิดตลาดให้ภาคธุรกิจเข้าถึงจอดิสเพลย์ ที่สามารถตอบสนองผู้ใช้งานแบบอิเตอร์แอคทีฟที่แท้จริง เพียงปลายนิ้วสัมผัส เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่ทั้งคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะทางอย่างชาญฉลาดได้ง่ายขึ้น พร้อมเตรียมแผนพัฒนาสายการผลิตในประเทศไทย

บริษัท เซินเจิ้น เบสเซอร์ ดิสเพลย์ อีควิปเมนท์ จำกัด หรือ เบสเซอร์ ผู้นำด้านการวิจัย พัฒนา ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายสินค้าจอแสดงผลอัจฉริยะจากประเทศจีน ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการด้วยการก่อตั้งบริษัท เบสเซอร์ ดิสเพลย์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้แผนการลงทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยในระยะแรกจะปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ จ.นนทบุรี และมุ่งเน้นไปที่งานฝ่ายขายและการตลาดเป็นสำคัญ ก่อนที่จะเดินหน้าเปิดสายการผลิตขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในปี 2565

เบสเซอร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 ภายใต้วิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมด้วยบริการลูกค้าครบวงจร เพื่อมอบโซลูชั่นด้านการแสดงผลระดับ “สมาร์ท ดิสเพลย์” ที่คุ้มค่า เปี่ยมด้วยคุณสมบัติการใช้งาน และปรับแต่งให้ตอบโจทย์ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าส่งออกไปจำหน่ายในหลายตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือ-ใต้ ยุโรป เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง หรือออสเตรเลีย

“ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบิน ศูนย์ประชุม สถานศึกษา หรือห้างสรรพสินค้า ผู้คนและองค์กรนับล้านรายทั่วโลกต่างก็เคยใช้งานและสัมผัสกับจอแสดงผลของเรามาแล้ว” นายธนาวุฒิ ฟางจิราสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบสเซอร์ ดิสเพลย์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์จอแสดงผลที่มีคุณภาพสูง และปรับแต่งมาให้ตรงกับรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไปของลูกค้าแต่ละราย และด้วยสำนักงานสาขาใหม่ของเราในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสาขาแรกนอกประเทศจีน เราก็พร้อมที่จะใช้เมืองไทยเป็นฐานในการรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทสมาร์ท ดิสเพลย์ ในประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอีกมหาศาล ควบคู่ไปกับภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง ผมเชื่อมั่นว่าการขยายธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งในตลาดไทยและทั่วภูมิภาคอาเซียน”

ในโอกาสนี้ เบสเซอร์ได้แนะนำโซลูชั่น สมาร์ท ดิสเพลย์ หลากหลายรุ่นในตลาดไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ได้ติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่นกระดานดำอัจฉริยะ BESSER Smart Interactive Blackboard ที่พร้อมยกระดับทุกห้องเรียนด้วยภาพคมชัดระดับ 4K Full HD บนหน้าจอแอลซีดีขนาด 70-86 นิ้ว พร้อมด้วยพื้นที่กระดานดำขนาบทั้งสองข้างสำหรับการเขียนกระดานตามปกติ

นอกจากจะรองรับการสัมผัสสูงสุดถึง 10 จุดเพื่อการควบคุมและตอบโต้กับเนื้อหาที่แสดงผลอยู่แล้ว หน้าจอดังกล่าวยังใช้วัสดุกระจกที่ผ่านกระบวนการ Nano Tempering จึงทนทาน สามารถใช้ชอล์กและปากกามาร์คเกอร์สีขาววาด เขียน และลบได้เหมือนกระดานทั่วไป โดยที่หน้าจอยังอ่านง่าย สบายตา ด้วยเทคโนโลยีการเคลือบตัดแสงสะท้อนและมุมมองภาพที่กว้างถึง 178 องศา ทั้งหน้าจอและตัวกระดานถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อฝุ่น น้ำ รอยขีดข่วน และแรงกระแทก จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานได้ยาวนาน ขณะที่มุมกระดานมีดีไซน์โค้งมน ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุในห้องเรียนได้อีกด้วย

“กระดานดำอัจฉริยะของเบสเซอร์มีระบบซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบที่สามารถเปิด-ปิดโหมดใช้งานแบบสัมผัส เปิดเอกสารต่างๆ ขึ้นแสดงผลได้ หรือแม้แต่ควบคุมให้อุปกรณ์อื่นๆ ในห้องเรียน เช่นแท็บเล็ต แสดงผลเอกสารเดียวกันกับภาพบนกระดานได้อีกด้วย” นายธนาวุฒิกล่าวเสริม “นอกจากนี้ เรายังมีอุปกรณ์เสริมที่สามารถเติมศักยภาพให้กระดานดำและหน้าจอนี้มีหน่วยประมวลผลและคุณสมบัติการทำงานในระดับเดียวกับเครื่องเดสก์ท็อปพีซี ในราคาที่สถานศึกษาสามารถเข้าถึงได้”

เบสเซอร์ยังมีไลน์ผลิตภัณฑ์สมาร์ท จอดิสเพลย์ รุ่นอื่นๆ สำหรับภาคธุรกิจและสถานศึกษา โดยมีขนาดตั้งแต่ 65 ถึง 98 นิ้ว และรองรับคุณสมบัติการใช้งานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสลับใช้งานระบบประมวลผลและซอฟต์แวร์จากวินโดวส์เป็นแอนดรอยด์ได้ด้วยการสัมผัสเพียงปุ่มเดียว ระบบควบคุมการแสดงผลทางไกลแบบไร้สายผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หรือระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติที่รักษาสมดุลให้ภาพหน้าจอทั้งอ่านง่ายและสบายตา ส่วนบริษัทโฆษณาและอาคารสาธารณะต่างๆ ก็สามารถสื่อสารกับผู้คนและกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยป้ายดิจิทัลจากเบสเซอร์ ที่มีหลากหลายดีไซน์ให้เลือกใช้ในขนาดหน้าจอ 32 ถึง 84 นิ้ว พร้อมด้วยออปชั่นสำหรับติดตั้งระบบทัชสกรีนและระบบประมวลผลในตัวด้วยระบบปฏิบัติการวินโดวส์หรือแอนดรอยด์ หรือในกรณีที่ต้องการหน้าจอขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ก็สามารถเลือกใช้งานหน้าจอแบบวิดีโอวอลล์ แอลอีดี/แอลซีดี ของเบสเซอร์ได้เช่นกัน

บริษัท เบสเซอร์ ดิสเพลย์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้กว่า 50 ล้านบาทภายในปี 2563 โดยขณะนี้ บริษัทได้เดินหน้าขยายเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรกับธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลายรายด้วยกัน ปัจจุบัน หน้าจอแสดงผลของเบสเซอร์ได้นำมาใช้งานจริงแล้วที่นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี

“เรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อกลางให้องค์กรและผู้คนทั่วโลกได้สื่อสารถึงกัน ทำงานร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูง” นายธนาวุฒิกล่าว “ความเชี่ยวชาญของเราในอุตสาหกรรมนี้ช่วยให้เราผ่านการรับรองมาตรฐานมากมาย ทั้ง 3C, CE, FCC, RoHS และ UL อันถือเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพระดับโลกของผลิตภัณฑ์จากเบสเซอร์ เรามีแผนที่จะเปิดสายการผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนเบื้องต้น และคาดว่าจะเปิดทำการได้เต็มรูปแบบในปี 2565

ธุรกิจและสถานศึกษาที่สนใจในโซลูชั่นจอแสดงผลจากเบสเซอร์ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.besserlcd.com ติดต่อสำนักงานในประเทศไทยได้ที่หมายเลข 02-403-1587 หรืออีเมล besser.thailand@gmail.com

# # #

เกี่ยวกับเบสเซอร์

เบสเซอร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 ภายใต้วิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมด้วยบริการลูกค้าครบวงจร เพื่อมอบโซลูชั่นด้านการแสดงผลระดับ “สมาร์ท ดิสเพลย์” ที่คุ้มค่า เปี่ยมด้วยคุณสมบัติการใช้งาน และปรับแต่งให้ตอบโจทย์ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าส่งออกไปจำหน่ายในหลายตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือ-ใต้ ยุโรป เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย หรือประเทศไทย

บริษัท เบสเซอร์ ดิสเพลย์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนที่จะทำการลงทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยในระยะแรกจะปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ จ.นนทบุรี และมุ่งเน้นไปที่งานฝ่ายขายและการตลาดเป็นสำคัญ ก่อนที่จะเดินหน้าเปิดสายการผลิตขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในปี 2565






Google+

View My Stats