Saturday, 14 December 2019

เทคโนโลยี Robotic Process Automation (RPA) คืออะไร

ในปี 2018 เรื่องเกี่ยวกับ Robot หรือเรียกสั้นๆ ว่า Bot เริ่มเป็นคำที่มีการกล่าวถึงมากขึ้น และหลายธุรกิจก็เริ่มมีการปรับตัว ประยุกต์นำมาปรับใช้ในธุรกิจกันมากขึ้น แต่ก็คงมีหลายคนที่อาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนว่ามันคืออะไร และมาช่วยงานเราได้อย่างไร วันนี้จึงจะขอเริ่มต้นแนะนำให้ได้รู้จัก Bot ที่ว่ากันก่อน ว่าจริงๆ แล้ว มันคืออะไรกันแน่ ?

Robotic Process Automation หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า RPA ก็คือระบบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น Robot สำหรับงานออฟฟิศที่ใช้การผสมผสานเทคโนโลยี Rule Engine, Image Recognition, Machine Learning และ AI เพื่อให้การทำงานเป็นแบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเมื่อติดตั้งระบบ RPA แล้ว IT โรบอทสำหรับงานออฟฟิศจะทำงานในคอมพิวเตอร์แทนคนให้

โดยสิ่งที่ซอฟต์แวร์อัตโนมัติเข้ามาช่วยเหลือองค์กรและพนักงานตัวเล็กๆ อย่างพวกเราก็คือ งานอะไรที่ต้องทำซ้ำซากจำเจ ต้องการความถูกต้อง รวดเร็ว และแทบไม่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงความรู้สึก พวกเขาจะสามารถทำแทนเราได้ เพราะว่างานเหล่านี้เป็นงานที่เมื่อมนุษย์ทำไปได้สักระยะ จะเริ่มเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย เกิดความคับข้องใจที่จะต้องมาคอยทำงานแรงงานหนัก อีกทั้งปริมาณงานประเภทนี้มักจะมีไม่ใช่น้อยกันเลยทีเดียว

 

 

RPA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าด้าน IT นั้น ในญี่ปุ่นเองก็เป็นที่คาดหวังในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการสร้าง “การปฏิวัติวิธีการทำงาน” และ “การปรับปรุงงานด้านออฟฟิศ” ให้เป็นจริงได้ และยังมีการติดตั้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ “การลดงานซึ่งต้องทำซ้ำๆ ตามระยะเวลาลง” ซึ่งเป็นประสิทธิผลหลักของการติดตั้ง RPA นั้นได้รับการคาดหวังว่าจะสร้างผลลัพท์ที่ยอดเยี่ยมแม้แต่ในประเทศไทยที่มักจะใช้แผนคลื่นกำลังคน (Human Wave Tactics) อยู่เสมอได้เช่นกัน นับว่าเป็นโซลูชั่นของยุคสมัยใหม่ทีเดียว

เทคโนโลยี Robotic Process Automation (RPA) 
โรบอทที่นำมาใช้งานแทนคน เพื่อให้การทำงานเป็นแบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เหมาะสำหรับงานที่เป็นงานซ้ำ ๆ มีรูปแบบเดิม ๆ เช่นงานบัญชี งานบุคคล งานนำเข้าและส่งออก และงานขนส่ง เป็นต้น

การทำงานแบบอัตโนมัติโดยใช้ RPA

  • งานคัดลอกหรือกรอกข้อมูลลงในระบบที่มีอยู่แล้วหรือใน Excel เป็นต้น
  • วิเคราะห์ ตรวจสอบ คำนวณข้อมูล
  • เลือกข้อมูลที่ต้องการออกมาจากไฟล์จำนวนมาก ปรับแต่งข้อมูล แล้วส่งผลลัพธ์ไปยังจุดที่ต้องการ
  • จัดการไฟล์รีพอร์ทที่ทำขึ้นในแต่ละวันแยกลงในโฟลเดอร์ที่กำหนดไว้
  • เชื่อมต่อระหว่างระบบหลายๆ ระบบแบบอัตโนมัติ เป็นต้น 

 

รูปแบบงานที่ RPA สามารถช่วยให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นได้

(1) งานที่ต้องใช้เวลามากในการทำงาน

  • จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างมากในการทำงานในแต่ละครั้ง
  • มีความถี่ในกรทำงานสูงหรือใช้คำทำงานจำนวนมาก

(2) งานที่ต้องทำซ้ำกันบ่อยๆ

  • งานที่ต้องทำซ้ำๆแบบเดียวกันเป็นระยะๆ
  • งานแบบเดียวกันที่ต้องทำแยกกันตามแผนก

(3) งานที่ต้องใช้เวลามากในการทำงาน

  • ต้องใช้คนหลายคนในการตรวจเช็คข้อมูลเดียวกันหลายๆ ครั้ง
     ⇒ หากใช้ RPA จะสามารถตรวจเช็คแบบอัตโนมัติได้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
  • ต้องพิมพ์เอกสารออกมาเพื่ออ่านเช็คข้อมูล
     ⇒ หากใช้ RPA จะทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้องแบบไร้    เอกสาร (Paperless)

(4) งานที่ต้องทำซ้ำกันบ่อยๆ

  • รายงานที่ต้องสร้างตามช่วงเวลา เช่นรายวัน รายเดือน ⇒ หากใช้ RPA จะสามารถสร้างรายงานตามฟอร์แมทที่กำหนดไว้ได้อัตโนมัติ
  • ต้องกรอกข้อมูลซ้ำๆ เข้าไปยังระบบหลายๆ ระบบหรือหลายๆ ไฟล์เป็นการทำงานซ้ำซ้อน  ⇒ หากใช้ RPA จะสามารถคัดลอกหรือกรอกข้อมูลแบบอัตโนมัติโดยไม่ผิดพลาด

ข้อดีของการติดตั้ง RPA  ในการปรับปรุงการทำงานใน 3 ส่วน

  • (1)  ลดความสูญเปล่าในการทำงาน
  • (2)  ได้ทรัพยากรบุคคลเพิ่ม
  • (3)  เพิ่มความถูกต้องในการทำงาน

การปรับปรุงการทำงานใน 3 ส่วนดังนี้

(1) ปรับปรุงการทำงานโดยการเพิ่มความถูกต้องเรื่องรายละเอียดในการทำงาน
 ・ลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน โดยการปรับกระบวนการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติ
 ・ปรับปรุงให้การทำงานไม่ตกหล่น โดยเปลี่ยนให้งานประจำถูกดำเนินการแบบอัตโนมัติ

(2) ปรับปรุงการทำงานโดยได้แรงงานบุคลากรที่มีความสามารถเพิ่มขึน
 ・ลดภาระการทำงานทั่วไปของพนักงานที่มีความสามารถสูง เพื่อให้ไปทำงานที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์หรือผลผลิตได้อย่างแท้จริงได้มากขึ้น
 ・เพิ่มแรงจูงใจในการทำงานโดยลดจำนวนงานที่ง่ายๆ ลง เพื่อลดอัตราการลาออก

(3) ปรับปรุงการทำงานโดยการลดความสูญเปล่า
 ・ทบทวนความสูญเปล่าในขั้นตอนการทำงานปัจจุบัน เพื่อติดตั้ง RPA เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
 ・ลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาที่สูญเปล่าให้สั้นลงได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
 ・ปรับการทำงานมาเป็นแบบไร้เอกสาร (paperless) เพื่อลดการทำงานที่สูญเปล่าอันเนื่องมาจากการพิมพ์เอกสาร

ดังนั้นจากนี้ไป RPA จะมาช่วยเหลือ และพัฒนาให้กระบวนการทำงานซ้ำๆ กลายเป็นการทำงานอัตโนมัติ โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทั้งานส่วนหน้าบ้าน (Front-end) และส่วนหลังบ้าน (Back-end) ของบริษัทได้

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานรถยนต์ ก็จะมีผู้ช่วยที่เป็นหุ่นยนต์ ซึ่งจะคอยช่วยเหลือพวกงานประกอบรถยนต์ในสายการผลิต ซึ่งหุ่นยนต์ประเภทนั้นจะเรียกว่า Physical Robot แต่สำหรับเจ้า RPA จะเข้ามาช่วยงานกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การจัดทำ เปลี่ยนแปลง ตรวจสอบ เอกสารต่างๆ เช่น ใบสั่งซื้อ, ใบวางบิล, ใบกำกับภาษี หรือจะเป็นงานอย่างการตรวจสอบการบันทึกต่างๆ เป็นต้น ซึ่งหุ่นยนต์ประเภทนี้จะเรียกว่า Software Robot นั่นเอง

 

 

ในตลาดนั้นมี Software จำพวก RPA หลากหลายค่าย ได้แก่ 

 






Google+

View My Stats